คำฮิตติดปาก: ข้อสังเกตว่า เราอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ – Aware your catchword

เราทุกคนอาจมีช่วงเวลาที่ติดในอดีตหรืออนาคตได้ ไม่ใช่เรื่องผิดพลาดอะไร เพียงแต่ว่าบทความนี้ จะแบ่งปันข้อสังเกตที่ตัวผมเองใช้ในการฝึกฝน เพื่อให้ดำรงอยู่ในปัจจุบันได้ต่อเนื่องมากขึ้น ๆ ด้วยการสังเกต ท่าทีของตนเองต่ออดีต ต่ออนาคต และความรู้สึกนึกคิดขณะดำรงอยู่ในปัจจุบัน ดังต่อไปนี้ครับ

ท่าทีต่ออดีต

เวลาที่เผลอติดอยู่ในอดีต มักจะพูดด้วยความรู้สึกเสียดายสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ติเตียนตนเองหรือผู้อื่นในทางตรงหรือทางอ้อม จึงมักพูดว่า “ฉันอุตส่าห์” “ว่าแล้ว” “เห็นมั้ย” “รู้งี้” “เป็นเพราะเขา” “เป็นเพราะฉัน” “เป็นเพราะเธอ”

เวลาที่ปล่อยวางอดีตได้ มักพูดว่า “ขอบคุณ” จะมองอดีตเป็นตำราให้ได้เรียนรู้ มองอย่างลึกซึ้งในเหตุปัจจัยจนรู้สึกขอบคุณทุกสิ่งที่ผ่านมาได้จริง ๆ มองเห็นข้อดีในอดีต ที่จะนำไปปรับปรุงใช้ได้ในอนาคต

ท่าทีต่ออนาคต

เวลาที่ติดอยู่ในอนาคต จะเชื่อว่าราวกับว่าสิ่งที่จินตนาการนั้นได้เกิดขึ้นไปแล้ว ด้วยมีความคาดหวังอย่างมาก จึงมีอาการผิดหวังหรือขัดเคืองใจอยู่บ่อย ๆ แต่อีกสักพักก็จะเกิดความคาดหวังครั้งใหม่มาทดแทนของเก่า วนไปแบบนี้ แต่ไม่ลงมือทำ จึงมีคำพูดติดปากว่า “จะต้องทำแบบนี้” “ควรเป็นแบบนี้”

เวลาที่ปล่อยวางอนาคตได้ จะเชื่อว่าทุกสิ่งยังเป็นไปได้ มีคำฮิตติดปากว่า “มันเป็นไปได้” ไม่เอาอดีตมาตัดสินอนาคต เป็นความเชื่อบนฐานของความจริงในปัจจุบัน สิ่งที่เด่นชัด คือ จะสร้างอนาคตด้วยการลงมือทำในปัจจุบัน

การดำรงอยู่ในปัจจุบัน

เพียงแค่อุทานว่า “นี่คือปัจจุบัน” แล้วเอานิ้มจิ้มลงนาฬิกา เวลาที่เรียกว่าปัจจุบันเมื่อสักครู่ ก็ได้เดินทางจากเราไปแล้ว การดำรงอยู่ในปัจจุบัน จึงไม่ใช่การคิดเอา แต่คือการใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันอย่างเต็มเปี่ยม เช่น เมื่อล้างมือก็คือล้างมือเท่านั้น เมื่อเดินอยู่ก็คือเดินอยู่เท่านั้น เมื่อทำงานอยู่ก็คือทำงานอยู่เท่านั้น

การมองเห็นทุกสิ่งตรงหน้าอย่างรู้สึกว่า เป็นครั้งแรกที่ได้พบ และเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอ ระลึกรู้ว่า สิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นมาง่าย ๆ และไม่ใช่สิ่งที่ถาวร ด้วยความรู้สึกถึงความสำคัญในปัจจุบันเช่นนี้ เราจึงใส่ใจในคนตรงหน้า รับรู้ถึงการดำรงอยู่ซึ่งกันและกัน ด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ได้พบเจอ

เขียนโดย : รัน ธีรัญญ์

Comments

comments